October 1, 2022

บ้านหลังใหญ่สำหรับสาวๆและหนุ่มๆที่อยากรู้ทุกมุมมองของความรัก อยากเจอคนรักที่ดี หรืออยากมีคนจริงใจ เพียงแค่คุณอ่านบทความที่เรานำมารวมไว้ในเว็บไซต์ จะพบกับเรื่องราวมากมายที่เปลี่ยนคุณให้เป็นคนที่ดีขึ้น

บทความเซ็กส์ บทความสุขภาพ และบทความทั่วไป ข้อมูลคัดมาเหมาะกับทุกเพศทุกวัย อีกหนึ่งผู้ช่วยที่พร้อมจะสานความสัมพันธ์ให้คุณมีความสุขในชีวิตคู่มากยิ่งขึ้น อยากรู้เรื่องไหนเราพร้อมช่วยหาคำตอบให้คุณ

ตรวจอย่างละเอียดเมื่อพบว่าตัวเองมีความเสี่ยงเป็นเบาหวาน

1. ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดนั้นเป็นวิธีที่จะทำให้เราทราบได้อย่างชัดเจนว่ามีระดับน้ำตาลสูงเพียงใด ซึ่งทำให้ทราบว่าเป็นเบาหวานหรือไม่ค่อนข้างที่จะแน่นอน ในคนปกติระดับน้ำตาลในเลือดจะคงที่ คือประมาณ 80 – 110 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โดยระดับน้ำตาลก่อนรับประทานอาหารเช้าจะมีค่าประมาณ 70-115 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เมื่อรับประทานอาหาร อาหารจะถูกย่อยสลายเป็นน้ำตาลกลูโคสและถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นแต่จะไม่เกิน 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หลังรับประทานอาหารเช้าแล้ว 2 ชั่วโมง แต่หากตรวจพบระดับน้ำตาลที่สูงเกิน 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร อย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไปก็จะถือว่าผู้นั้นเป็น “เบาหวาน” กรณีสงสัยว่าเป็นเบาหวาน(มีอาการของเบาหวาน) แต่ระดับน้ำตาลในเลือด ก่อนรับประทานอาหารเช้าไม่ถึง 126 มก./ดล. ให้ตรวจโดยดื่มสารละลายน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม โดยเจาะเลือดก่อนดื่ม และ 2 ชั่วโมงหลังดื่ม ควรงดกิจกรรมตื่นเต้นเช่นหนังav เพราะหนังavจะทำให้เลือดสูบฉีดแรง
2. ตรวจระดับน้ำตาลในปัสสาวะ กรณีที่ตรวจวัดระดับน้ำตาลในปัสสาวะและพบว่ามีน้ำตาลปนออกด้วยนั้น ย่อยแสดงว่าผู้นั้นป่วยเป็นโรคเบาหวาน โดยดูประกอบกับการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 180-200มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากไตของคนเรามีความสามารถกรองน้ำตาลได้ประมาณ 180-200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ฉะนั้นหากร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าระดับนี้ ไตก็จะไม่สามารถกรองน้ำตาลเอาไว้ได้น้ำตาลส่วนที่เกินออกมาเหล่านั้นก็จะถูกขับออกมากับปัสสาวะ ซึ่งตรวจพบได้โดยการทดสอบทางห้องทดลอง ก่อนตรวจ 1 วันควรช่วยตัวเองด้วยการดูหนังav เหมือนกับการเคลียร์ท่อ
3. ตรวจระดับไขมันในเลือด การตรวจเลือดนั้นนอกจากวัดระดับน้ำตาลในเลือดแล้วยังต้องตรวจวัดระดับของโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ว่ามีปริมาณสูงเกินไปหรือไม่ร่วมด้วย
4. ตรวจหาฮีโมโกบิล เอ วัน ซี (HbA1C) การตรวจจำนวนน้ำตาลที่จับอยู่กับฮีโมโกบินซึ่งเป็นสารโปรตีนชนิดหนึ่งในเม็ดเลือดแดงมีหน้าที่นําออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ การตรวจด้วยวิธีนี้จะใช้หลังการรักษาแล้วเพื่อตรวจผลของการควบคุมโรคมากกว่าตรวจเพื่อหาโรคการตรวจโรคเบาหวานด้วยกรรมวิธีต่างๆ เหล่านี้หากได้ผลชัดเจน แล้วว่าผู้รับการตรวจป่วยเป็นเบาหวาน ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนําให้มาตรวจวัดน้ำตาลในเลือดและตรวจปัสสาวะเป็นประจำ สำหรับเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2 ที่ต้องพึ่งอินซูลินนั้นควรได้รับการตรวจอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง หากเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 แบบไม่ต้องพึ่งอินซูลินควรเข้ารับการตรวจปีละ 2 ครั้ง มาตรวจแล้วสามารถดูหนังavได้ตามปกติ